ประเด็นร้อน : บทเรียน 'ทุบรถ' ตั้ง กก.วินิจฉัยคุณภาพรถ-แก้ ก.ม.คุ้มครองผู้บริโภคต้องยอมรับว่าวีรกรรมดีเดือดของ น.ส.เดือนเพ็ญ ศิลาเกษ ที่ลงทุนทุบรถฮอนด้า ซีอาร์-วี ป้ายแดงของตัวเอง เพื่อประจานการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานของ บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จนเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปทั่วบ้านทั่วเมือง ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการรถยนต์โดยรวมของบ้านเราเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่บริษัทฮอนด้าที่ต้องรับไปเต็ม ๆ เท่านั้น ซึ่งในที่สุดบริษัทฯก็ยอมรับซื้อรถคืนเต็มจำนวนจากคุณเดือนเพ็ญ แต่นี่ยังไม่ใช่บทสรุปเรื่องนี้ เพราะหลังจากเหตุการณ์อื้อฉาวดังกล่าว ทาง กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ได้หันมามองถึงปัญหาและบทเรียนที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นกับนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางรถยนต์ในภูมิภาคเอเชีย หรือ “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” โดยบทสรุปของการประชุมออกมาว่า จะให้มีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยคุณภาพยานยนต์ โดยมีเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นประธาน มี ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์เป็นเลขาธิการ มีหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตัวแทนสมาคมยานยนต์ และตัวแทนสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการวินิจฉัยข้อพิพาท และรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพยานยนต์ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านขึ้นเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีต่อไป เบื้องต้นสถาบันยานยนต์จะหารือกับผู้ค้ารถยนต์ทุกรายเพื่อให้เกิดการยอมรับและวางระเบียบร่วมกัน แล้วในอนาคตกระทรวงจะร่างกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์เพื่อให้เกิดการคุ้มครองตรวจสอบดูแลทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในขณะเดียวกันจะมีการจัดตั้ง “คอลเซ็นเตอร์” หรือโทรศัพท์กลาง เพื่อประสานงานรับเรื่องราวของผู้ซื้อรถยนต์ทุกยี่ห้อ แล้วติดต่อประสานงานแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งคาดว่าคณะทำงานดังกล่าวจะสามารถแต่งตั้งได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคณะกรรมการวินิจฉัยคุณภาพยานยนต์ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ดังนั้นจึงจะใช้ LEMON Law ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นแนวทางการดำเนินการเบื้องต้น เพื่อคุ้มครองไม่ให้ผู้บริโภคถูกผูกมัดกับรถใหม่ที่มีข้อบกพร่อง โดยกฎหมายดังกล่าวบังคับให้ผู้ผลิตต้องซ่อมรถยนต์ที่มีข้อบกพร่อง เป็นไปตามพันธกรณีที่มีการรับประกัน ที่มีผู้ผลิตรถยนต์เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้ในกรณีที่รถยนต์มีข้อบกพร่อง และผู้ผลิตมีความพยายามในการซ่อมแซมตามความเหมาะสมแล้วยังไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้ กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ให้ผู้บริโภค อาจซื้อรถยนต์คืนจากผู้บริโภค โดยหักค่าเสื่อมราคาที่เหมาะสมกับระยะเวลาที่รถ ใช้งานไปแล้ว ซึ่งในรายละเอียดการซ่อมแซมตามความเหมาะสม หมายถึงการพยายามแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง และซ่อมเป็นจำนวน 4 ครั้งขึ้นไป มีเวลาอยู่ในศูนย์บริการ 30 วันขึ้นไป โดยรถยนต์ดังกล่าว จะส่งมอบไม่เกิน 12 เดือน และใช้งานไม่เกิน 12,000 ไมล์ เป็นต้น ส่วนกรณีซ่อมแซมแล้วไม่สามารถแก้ข้อบกพร่องได้ ผู้บริโภคสามารถดำเนินการได้ดังนี้ 1. ศึกษาพันธกรณีด้านการรับประกันโดยละเอียด เพื่อให้ทราบถึงข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ ขั้นตอนในการแจ้งบริษัท และขั้นตอนการตั้งกรรมการไกล่เกลี่ย 2. การเจรจาเพื่อหาข้อยุติกับผู้จัดจำหน่ายหรือบริษัทผู้ผลิตโดยตรง และหากไม่สามารถเจรจาเป็นที่พึงพอใจ ก็สามารถยื่นเรื่องไกล่เกลี่ยได้ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 40 วัน หากผู้ไกล่เกลี่ยตัดสินว่าบกพร่องจริง ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ให้กับผู้บริโภค หรือซื้อรถยนต์ดังกล่าวคืนจากผู้บริโภค โดยหักค่าเสื่อมราคา และหากการตัดสินของกรรมการไกล่เกลี่ยเห็นว่าไม่มีมูล ผู้บริโภคก็ยังยื่นฟ้องในชั้นศาลต่อไปได้ 3. มอบหมายให้ สศอ. ไปดำเนินการร่างก.ม.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอาจตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้กรรมการวินิจฉัยขึ้นมาดำเนินการก็ได้ ซึ่งก.ม.จะว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะต้องมีการหารือเพื่อยกร่างต่อไป เพื่อจะมีการนำเสนอกับรัฐบาลชุดใหม่ในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาใช้ในระยะยาว นอกจากนี้ ทางรัฐกำลังจะออกร่างกฎหมายความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยจะมีการนำเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยต่อไป ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าว ได้คุ้มครองผู้บริโภค กรณีที่พบว่าสินค้าไม่ปลอดภัย นำไปใช้ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย และจิตใจ ก็สามารถนำไปฟ้องร้อง และได้รับการชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นธรรมได้ ขณะเดียวกันทาง กระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาแก้ไขกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากมีสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถเข้าไปดูแลเรื่องดังกล่าวได้ โดยให้ดูตัวอย่างการคุ้มครองผู้ซื้อรถจากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งกฎหมายของประเทศอื่น ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทยให้เหมาะสมเป็นธรรม โดยเชื่อว่าการทำงานจะไม่ซ้ำซ้อนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเช่นนี้ ก็เชื่อว่าต่อไปนี้ผู้บริโภคคงจะได้รับความคุ้มครองและเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้.


0 Comments:
Post a Comment
<< Home